Archive for August, 2008
วันสุดท้ายของการมาเที่ยวประเทศอิตาลี่แล้ว . . . เร็วจริง ๆ . . . วันนี้เราเลยพยายามทำตัวให้ ช้า ๆ . . . เดินไปเรื่อย ๆ แบบไร้จุดหมายปลายทาง ซึมซับบรรยากาศของเมือง . . . เราเริ่มออกเดินไปที่ San Marco อีกครั้ง เผื่อว่าวันนี้นักท่องเที่ยวจะน้อยลง จะได้เข้าไปในโบสถ์บ้าง

มังกรที่อยู่หัวมุมถนน พึ่งเห็นวันที่ดูบ้าน ดูเมืองนี่หล่ะ บางทีการท่องเที่ยวแบบมีจุดหมาย ก็ทำให้เราพลาดโอกาสที่จะมองเห็นความสวยงามระหว่างทางเหมือนกัน

San Marco คนไม่เคยน้อยเลย ไม่ว่าจะเช้าตรู่ หรือว่าเที่ยงคืนก็ตาม . . . แต่ว่าวันนี้โอกาสดี ทำเนียนเล็กน้อย ไม่ต้องต่อแถว อยากรู้ว่าทำยังไงต้องถามเป็นการส่วนตัว . . . สุดท้ายก็ได้เข้าไป . . . แต่ห้ามถ่ายรูป

เรือกอนโดล่า ไม่มีปัญญาเช่า ถ้ามากัน 7-8 คนอาจจะสู้ราคาไหวอยู่ นั่งกันสองคนแบบโรแมนติกนี่ ราคาพอ ๆ กับตั๋วเครื่องบิน Low cost Lyon-Venice เลย

ด้านหน้าสถานีรถไฟ . . . จุดแรกที่มา จุดสุดท้ายที่เห็น

เครื่องบิน EasyJet พาเราเหินเวหา ขึ้นไปดูเกาะเวนีซชัด ๆ หน้าตาเหมือนปลาจริง ๆ ด้วย

ผ่านเทือกเขา Alps ดีใจเหมือนเห็นดอยอินท์นนท์ ความรู้สึกเหมือนได้กลับบ้าน

เป็นวิวที่สวยที่สุดที่มองเห็นได้จากเครื่องบิน (รองจากที่เนปาล) ที่เคยเห็นมาในชีวิต

ความประทับใจระหว่างทางกลับบ้าน

ขอแนะนำเที่ยวเบิน Venice - Lyon ผมว่ามันเป็นเส้นทางที่สวยมาก ๆ อันดับต้น ๆ ของโลกเลยนะ EasyJet จัดให้

สุดท้ายก็เจอ Aigue du Midi (Mont Blanc) จุดที่สูงที่สุดของเืทือกเข้า Alps อีกจุดหนึ่งของโลกที่เราประทับใจ
และแล้วก็กลับถึงบ้านโดยสวัสดิภาพ ทรัพย์สินครบ ไม่โดนล้วงกระเป๋า . . . เฮ้อ โล่งใจ
August 20th, 2008
เหลืออีก 2 วัน . . . ให้เวลากับ Venizia (เวนีส) เต็ม ๆ เลยครับ . . . แค่ก้าวแรกที่ออกจากสถานีรถไฟ Veniza Santa Lucia ก็ตกหลุมรักเมืองเวนีสอย่างเต็มเปา . . . เมืองอะไร เดินออกจากสถานีรถไฟแล้วเจอทะเล . . . ทางเดินที่นี่ ทำให้คุณหลงได้ทุก ๆ 3 นาที . . . ถ้าคุณเดินตามป้าย ถนนทุกเส้นจะชี้ไปที่จุดหมายเดียวกัน หมายความว่าเดินไปเถอะ ยังไงก็เจอ เพียงแต่ว่าจะเจอช้าเจอเร็วเท่านั้น . . . เวลาของเมืองที่นี่ดูจะเดินช้ากว่าเมืองอื่นที่ผ่านมา คนเดินไปเรื่อย ๆ ไม่รีบเร่ง . . . ชมความสวยงามของเมือง ไปพร้อม ๆ กับร้านรวงที่กระจุกตัวกันอยู่บนเกาะเล็ก ๆ แห่งนี้ . . . สิ่งเดียวที่รู้สึกทำให้บรรยากาศของเมืองนี้แปลก ๆ ไปก็คือ ของจีน และกระเป๋าก๊อปปี้ . . . มันทำให้เสน่ห์ของเมืองลดลง . . . แต่ถ้าเราพยายามมองข้ามมันไป . . . เมืองนี้ก็เป็นแหล่งดึงดูดนั่งท่องเที่ยวได้อย่างลงตัว
วินาทีแรกที่ผมมาถึงเมืองเวนีส เป็นเวลาโพล้เพล้ . . . วิวที่เห็นได้ไม่ไกลนักจากสถานีรถไฟเป็นแบบนี้ครับ

ผมตกหลุมรักเมืองนี้เข้าแล้วครับ

จะเข้านอนอยู่แล้ว แ่ต่อดใจไม่ไหว ขอไปเดินชมเมืองยามค่ำคืนก่อนนอน จะได้หลับฝันดี

ตอนเช้าเรามุ่งหน้าไปที่ Plazza San Maco ที่เป็นจุด Land Mark ของเมืองนี้ ด้วยแสงแดด ชายทะเล ที่แสนจะแรง
เราไม่ได้เข้าไปในโบสถ์ San Maco ในวันแรก เพราะคิวที่แสนจะยาว และแดดที่แรงจนตัวที่ดำอยู่แล้ว จะเกรีัยมซะให้ได้

เลยเดินไปที่ Arsenale เป็นประสาทเก่าของเมืองนี้ นักท่องเที่ยวไม่มาก ที่เดินมาถึงที่นี่

เป็นประสาทที่ข้างในเป็นน้ำ อยู่ในประสาท ตรงนี้เป็นประตูปราสาท สำหรับเอาเรือเข้า

วิถีชีวิตของคน Venizian จริง ๆ ตากผ้าโดยใ้ช้รอก ผมชอบจริง ๆ

ร้านอาหารแถวนี้ไม่แพง สุดท้ายผมก็ได้กิน Pasta Black Ink ที่ผมตามหามาตลอด Trip รสชาติอร่อยดี แต่สู้ร้าน Le Picola ที่เชียงใหม่ไม่ได้

คุณดากิน Lasagna

จากนั้น เราก็นั่งเรือไปที่เกาะ Murano ไม่ไกลจาก เวนีส เท่าไหร่ เป็นเกาะที่มีชื่อด้านการเป่าแก้ว สวยงามมาก ๆ แต่ซื้อแทบไม่ลง

สัญลักษณ์ของเกาะ Murano เป็นไก่จิกงู ทำไมไม่ทราบเหมือนกัน

สัญลักษณ์ของเมืองเวนีส สิงโตมีปีก

ลาก่อน Murano เราก็นั่งเรือกันไปต่อที่เกาะ Burano ไกลออกไปอีก 45 นาที นักท่องเที่ยวเริ่มน้อยลง

Burano เป้นเกาะที่มีชื่อเสียงเรื่องการทำลูกไม้ เช่นเดียวกัน เค้าไม่ได้ตั้งราคาไว้ให้กระเหรี่ยงซื้อ ดูได้อย่างเดียว

จุดเด่นของเกาะนี้คือบ้านที่ีมีสีสันสวยงาม มีทุกสีให้คุณเลือกสรร อยากถ่ายกับบ้านสีอะไร Burano มีให้คุณเลือก

วิวจากทะเล มองเข้าไปในหมู่บ้านบนเกาะ Burano

เรานั่งเรือมาอีก 1:15 ชั่วโมง เพื่อกลับมาลงที่จัตุรัส ซาน มาร์โค เหมือนเดิม ก่อนจะนั่งเรือไปชมวิวรอบเกาะ Venizia


โดมสีขาว Landmark ของที่นี่ กะลังถูกซ่อมแซม ถ้าไม่มีการซ่อมคงจะสวยน่าดู

สะพาน Academia ศูนย์รวมของมหาลัย บนเกาะนี้มีมหาลัยถึง 6 แห่งด้วยกัน

สะพาน Rialto สะพานที่มีชื่อที่สุดของเกาะ

สุดท้ายมาลงที่ป้าย Sacca Fisola เพื่อดูพระอาทิตย์ตก ที่ริมทะเล โรแมนติกแต๊ ๆ

พระอาทิตย์จะลับขอบฟ้า ท้องก็เริ่มหิว นั่งเรือกลับเข้าเกาะเวนีส หาพิซซ่ากินดีกว่า

สิ่งก่อสร้าง รอบ ๆ เกาะเวนีส

ตึกแถวนี้รับเอาศิลปะแบบอาหรับเข้ามาผสมด้วย มองไปมองมา จะว่าไปก็เหมือนมัสยิดอยู่

พิซซ่า แฮม กะ เห็ด ของอร่อยของวันนี้
August 19th, 2008
วันนี้ตอนเช้าเดินเที่ยวที่ Milano แล้วตอนบ่ายนั่งรถไป Verona ไปดูหน้าบ้านโรมิโอ กะ จูเลียต ก่อนจะนั่งรถไฟเข้าเมือง Venizia ที่อยู่ไม่ห่างกันเท่าไหร่ . . . เริ่มจากตอนเช้าไปเดินในตัวเมืองมิลาน . . . เราไปเริ่มต้นที่ Castelo (ปราสาท) ก่อน โดยไม่สนใจภาพวาด The Last Supper เพราะ เท่าที่จ่ายเงินเข้าพิพิธภัณฑ์ที่นี่ก็มากโข แล้ว วันนี้ขอเปลี่ยนเป็น ช๊อปปิ้ง ละกัน . . .

ด้านหน้าของปราสาท

ข้างในปราสาท วันนี้แดดดี (ดีมาก โครตร้อนเลย)

ออกมาดูโบสถ์ตอนกลางวันกันบ้าง โบสถ์นี้มีชื่อเล่นว่าโบสถ์เม่น เพราะมียอดแหลม ๆ รวมกันแล้ว 135 ยอด

ในห้างสุดหรูเมื่อวาน ข้างในมีแต่ร้านแบบถนน Champs Elysees (ได้แต่เดินผ่านหน้าร้าน)
หลังจากเดินดูร้านค้า มากกว่าดูศิลปะของเมืองมิลาน . . . ผมก็ได้เสื้อหนังมาตัวหนึ่งจากเมืองมิลาน . . . วู้ววว สบายใจ . . . จากนั้นก็ต้องนั่งรถไฟไปเมือง Verona (เมืองแห่งโรมิโอ และ จูเลียต) . . . ดูตารางเวลารถไฟแล้ว เริ่มลังเล เพราะถ้านั่งรถธรรมดา จะใช้เวลาเกือบ 3 ชั่วโมง ส่วนรถเร็ว ชั่วโมงนิดหน่อย แต่ว่าต้องจ่ายค่าจองตั๋วคนละ 5 ยูโร . . . ด้วยความเีสียดายตังค์ ก็เลยกระโดดขึ้นรถเร็วไปเลย . . . พอคนตรวจตั๋วเดินมา ก็บอกเค้าไปว่า รถจะนั่งรถไปเวนีส แต่ขึ้นรถผิด ขอลงรถที่เมือง Verona ได้มั๊ย . . . ไอ้คนตรวจตั๋วก็บอกว่า “โอเค ลงป้ายหน้านะ” . . . เวรกรรม ป้ายถัดไปไม่ใช่ Verona . . . เลยแอบไปนั่งหน้าห้องน้ำอีกตามเคย . . . สุดท้ายก็มาถึงเวโรน่า โดยไม่ต้องจ่ายกะตังค์ . . . ทัวร์นี้เถื่อนจริง ๆ

ส่วนหนึ่งจากบทกวีของเชคเสปียร์ อยู่ที่กำแพงเมืองเวโรน่า

โคลีเซี่ยมของเมืองเวโรน่า พอเห็นของโรม มาแล้วอันนี้เดินผ่านโดยแทบจะไม่สนใจด้วยซ้ำ หุ หุ

มีคนวาดรูปอยู่ข้างทาง สวยดี

วิวในเืมืองเวโรน่า

หลังจากที่เดินหาบ้าน Romeo อย่างกับเก็บ RC ก็เจอจนได้ ไม่ีมี (ห่า) อะไรเลย มีป้ายติดไว้หน้าบ้าน อันเดียว โรมีโออยู่ไหน?

เอาวะ ไหน ๆ ก็มาถึงแล้ว ขอเป็น Romeo วันนึง . . . คนไทยของแท้ต้องถ่ายกับป้ายเฟ้ย

เดินไปอีกไม่ไกลก็เป็นบ้านจูเลียต (คิดในใจ ไอ้ Romeo นี่ก็เล่นง่าย จีบสาวแถวบ้านเลย) ไปถ่ายกะระเบียงบ้านจูเลียต เอาจูเลียตไปเข้าฉากด้วย

ชาวบ้านก็ไปเขียนชื่อไว้หน้าบ้านจูเลียต จะได้รักกันนาน ๆ จนแทบไม่มีที่ให้เขีนแล้ว เอา 3M มาติด . . . เรากะคุณดาก็เลยควักเอาตั๋วรถ Metro ของ Milan มาเขียนชื่อ ยัดใส่ซอกกำแพงไปเลย
August 18th, 2008
วันนี้ค่อนข้างจะเป็น Trip ทรหด แผนของเราวันนี้เดินทางไปดูหอเอนปิซ่าตอนเช้า จากนั้นตอนบ่าย นั่งรถไปมิลาน ถึงมิลานตอนเย็น ไปเดินเที่ยวมิลาน . . . แต่การเดินทางไม่มีอะไรแน่ อะไรนอนหรอกครับ . . . วันนี้ตอนเช้าก็ดูเหมือนจะเป็นเช้าที่ปกติ เริ่มจากขึ้นรถที่สถานีรถไฟในเมือง Firenze ไปถึง Pisa ตั้งแต่เช้า . . . ระหว่างทางเห็นฉาก สวย ๆ ของเมืองปิซ่า เลยแอบถ่ายรูปไว้หน่อย . . . สีสันมันสวยเกินห้ามใจจริง ๆ . . . เสียอย่างเดียวนายแบบไม่หล่อ
ถ่ายอีก ยังไม่พอ ๆ

หล่อ ๆ

เอาอีก

พอเหอะ ๆ ดูวิวดีกว่า

วิวจากริมฝั่งแม่น้ำ Arno ในเมือง Pisa

วิวแรกที่เห็นหอเิอนเมืองปิซ่าครับ . . . มันโครตเอียงเลย แต่ถ่ายมาแล้วไม่เอียงเท่าไหร่แฮะ

เอามั่ง ท่าบังคับ หน้าตาเหมือนโดนบังคับมาถ่าย (ประมาณว่าอารมณ์เสีย ถ่ายแล้วไม่เอียงดังใจ)

หอ Baptiste ของโบสถ์ สวยดีเหมือนกัน

วิวหอเอนจากอีกมุมนึง เหมือนจะเอียงเล็ก ๆ

โรงเรียนแห่งหนึ่งในเมือง Pisa ระหว่างทางเดินกลับมาที่สถานี

มาอิตาลี่ต้องกิน Espresso กับ Tiramisu ไม่งั้นเหมือนมาไ่ม่ถึง

เลือกนั่งกินร้านที่ดังที่สุดในเมือง ตั้งมาเป็นร้อยปีแล้ว ร้านนี้ขนมเยอะ และอร่อยมาก ขอแนะนำ
ระหว่างทางนั่งรถไปเมือง Milano เหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น ไอ้ตั๋ว EuroRail มันขึ้นรถไฟแบบด่วนไม่ได้ ถ้าจะขึ้นต้องไปจองก่อน เลยโดนไล่ลงที่สถานี Genova . . . สุดท้ายก็เลยได้เที่ยว Genova เพิ่มอีกเมืองโดยไม่ได้ตั้งใจ . . . แต่ไม่ได้ถ่ายรูปอะไรมากเพราะแบกของกันพะรุงพะรัง . . . สุดท้ายก็ได้นั่งรถไฟชั้น 3 แถมไม่มีที่นั่ง ต้องไปนั่งหน้าห้องน้ำ เพราะว่ามันเต็มหมด มีแต่คนกลับเข้ามิลานวันอาทิตย์ตอนเย็น

ที่นั่งพิเศษ(หน้าห้องน้ำ)

สุดท้ายก็ถึงมิลาน เอาตอนกลางคืน ผิดแผนนิดหน่อย แต่ห้องที่โรงแรมคืนนี้ ดีกว่าที่คิดไว้มาก แค่ 45 ยูโร ได้ห้อง suite เลยเว๊ยเฮ่ย

ตอนกลางคืน ก็ย้งไม่วายขอออกไปชมเมืองซะหน่อย ชม Duomo ตอนกลางคืน

ห้างสุดหรูแห่งหนึ่ง ข้าง ๆ Duomo สมกับชื่อ Milano เมืองแฟชั่น

เดินทะลุห้างไปดูรูปปั้น Leonao Da Vinci ก่อนกลับไปนอนหลับเป็นตาย
August 17th, 2008
ฟอร์เรนซ์ เมืองแห่งศิลปิน . . . ก้าวแรกที่ได้มาเหยียบเมืองนี้ ก็รู้สึกได้ถึงความสวยงามของเืมือง . . . จริง ๆ เมื่อคืนตอนมาถึงกะว่าจะเข้าโรงแรมแล้วนอน แต่ว่าอดใจไม่ไหว ขอเดินออกไปชมความสวยงามของเมืองซะหน่อย . . . เดินเพลินจนถึงเที่ยงคืน . . . วันนี้เราก็ออกกันแต่เช้าเหมือนเดิม เจ้าของที่โรงแรม โครตหล่อ style อิตาลี่ . . . ยกอาหารเช้ามาเสริฟให้ถึงห้อง . . . กินกันจนเรียบราบคาบอย่างที่เห็นนี่หล่ะครับ

อาหารเช้า (อยู่ในท้อง)
รูปวันนี้เยอะหน่อยนะครับ ไปดูกันเลยละกัน
เริ่มจากโบสถ์ที่อยู่ใกล้โรงแรมที่สุดก่อน

Santa Maria Novella ชื่อเดียวกับสถานีรถไฟของเมืองนี้ เพราะตั้งอยู่ฝั่งตรงกันข้าม

ด้านหน้าของ Chatedrale di Santa Maria del Fiore โบสถ์ที่เป็น Land mark ของเมือง สวยงาม หาที่เปรียบไม่ได้

ลืมบอกว่า Guide ของผมสำหรับทริปนี้คือ คุณดา เนื่องจากผมไม่ได้หาข้อมูลอะไรมาเลย เดินตามอย่างเดียว

ที่ Basilica di San Lorenzo มีตลาด ขายของนักท่องเที่ยว มีเครื่องหนังเพียบ แต่กัวว่าจะเป็นของจีน เลยไม่ได้ซื้ออะไรเลย พวกที่อยู่ในร้านก็แพงหูฉี่

แวะกินไอติมระหว่างทาง เลือกอันที่ดูีดีสุด ไอติมอันนี้จ่ายไป 7 ยูโร 350 บาท เซ็งโครต

ข้างใน Duomo ของ Firenze คิวยาวมาก ๆ แ่ต่เข้าไปแล้วไม่เห็นมีอะไรเลย ไม่รู้จะต่อคิวกันไปทำไม ข้างนอกสวยกว่าตั้งเยอะ เนอะ ๆ

ด้านข้างของ Duomo สวย ใหญ่โต อลังการ

หอ Baptist ข้างในสวยงามกว่า Duomo หลายเท่าตัว

ภาพวาดบนเพดาน หอ Baptist ตั้งแต่กำเนิดโลก (Genesis) จน ถึงวันสิ้นโลก (The Last Judgment)

Palazzo Vecchio ไปดูรูปปั้นกัน

หน้าตาเหมือนคุณ Tumnus ในเรื่อง Narnia

Medusa โดนตัดหัว

รูปปั้นเดวิด(ของปลอม) ของจริงอยู่ในพิพิธภัณฑ์ แต่ไม่มีเงินเข้าไปดู

กระเจี๊ยวเดวิด หาดูได้ทั่วไป ทุกหัวมุมเมืองของประเทศอิตาลี

ตรงกลางของสะพาน Vecchio เป็นร้านขายทอง . . . Guide ของเราไม่ยอมเดินไปไหนเลยครับ

วิวถ่ายจากกลางสะพาน Ponte Vecchio

ขึ้นไปนั่งบนขอบสะพานถ่ายรูป ระหว่างที่ำกำลังถ่าย ตำรวจเดินมาจับไอ่สามคนข้าง ๆ เพราะมันปีนไปถ่ายตรงขอบด้านนอกของสะพาน เกือบซวย

สะพาน Vecchio ที่เป็น Land mark อีกอันของเมืองนี้

Palazzo Pitti (ปราสาทเล็ก) เดิมเป็นที่อยู่ของพวก Medici ตอนนี้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์ไปแล้วคับ

อีกด้านหนึ่งของ พิพิธภัณฑ์ Uffizi ไม่ได้เข้า เพราะแถวยาว และแพง T_T”

รูปปั้นเดวิด(ตัวเขียว) ตั้งตระหง่านอยู่บน Piazzale Michelangelo จุดวิวและพระอาทิตย์ตกของเมือง

Duomo จากจุดชมวิว สิ่งก่อสร้างที่สูงที่สุดของเมือง

Palazzo Vecchio สามารถมองเห็นได้จากจุดชมวิวเหมือนกัน

Duomo อีกที แบบใกล้ ๆ

สะพาน Vecchio สวยนำหน้าสะพานอื่นจริง ๆ

Sinagoga (โบสถ์ยิว)

อันนี้เดินไปเจอ ขำดี เลยถ่ายมาให้ดู

อาหารเย็นวันนี้ครับ ดูดีหน่อย Penne กับ Lasagne เจ้าของร้านเป็นคนปากีสถาน

สุดท้าย ก่อนกลับบ้าน Gelato กินทุกวันเลย ถึงแม้มันจะแพงก็ตาม . . . ฮือ ฮือ
August 16th, 2008
Previous Posts