Archive for April, 2007
วันนี้เป็นวันที่แสนจะธรรมดา ตื่นนอนตอนเช้า ชงกาแฟ กินบาแก๊ต อาบน้ำ ไปถึงมหาลัย 9:30 . . . นัดกับเพื่อน ๆ ในห้อง Lab จะไปงาน SPILOG เป็นสัมนาเกี่ยวกับ Supply Chian Management . . . เดินออกมาถึงหน้าประตูตึก . . . Ridha ก็สังเกตเห็นกระทาชายชาวอัฟริกันผิวดำนายหนึ่งกะลังตัดโซ่ล๊อครถจักรยานหน้ามหาลัย
เพื่อนก็รีบเดินเข้าไปทันที “เฮ้ เฮ้ เมอซิเออร์ ทำอะไรน่ะ!!!” แล้วพี่แกก็ปรี่เข้าไปหาชายคนนั้นทันที (ตอนนั้นผมยังไม่เข้าใจ ว่ามันเล่นอะไร นึกว่ารู้จักกัน) . . . ชายผิวดำก็ตะโกนถามมาว่า “รถจักรยานแกเหรอ?” . . . พี่แกก็ไม่ตอบตรงเข้าไปล๊อคแขนนายคนนั้นไว้ทันที แล้วก็เกิดการกระชากคอเสื้อกันเกิดขึ้น . . . ตอนนี้เองถึงรู้ว่า มันสองคน ไม่รู้จักกันชัวร์
ระหว่างนั้นผมก็โยนกระเป๋าเข้าไปใต้ต้นไม้ แล้วก็วิ่งเข้าไปพร้อมกับ Khaled เพื่อนซี้ . . . ระหว่างชุลมุน ผมก็เตะขา เจาะยาง กะว่า แมร่งล้มแน่ . . . แต่ขามันแข็งจริง ๆ . . . เลยตัดสินใจกระโดดล๊อคคอจากด้านหลัง (ก็มันสูงอ่ะ) . . . เลยโดนศอกเข้าเต็มท้องทีนึง (จุกสัด) . . . แล้ว Khaled เพื่อนซี้ก็ล๊อคแขนด้วยท่าเทควันโด้ที่มันเรียนมาแต่เด็ก (ใครจะเชื่อว่าชาวตูนีเซียเรียนเทควันโด้) . . . คราวนี้โจรขโมยจักรยานก็สิ้นสภาพ . . . Ridha ก็ตะโกนบอกให้คนโทรเรียกตำรวจที (ตอนนี้พึ่งสังเกตเห็นว่าคนเริ่มมุงกันเยอะแล้ว) . . . มันก็บอกว่า “มันจะไม่ทำแล้ว ขอโทษค๊าบ” . . . พี่ Ridha ก็ปล่อยคอเสื้อ ทุกคนก็เลยปล่อยมันไป . . . ระหว่างเดินไปมันก็ตะโกนบอกว่า “กูไม่กลัวหรอก ระวังไว้เถอะพวกมึง” (ฟังไม่ทันหรอก แต่เดาจากท่าทางว่ามันพูดอย่างนี้ชัวร์) . . . ไอ้เวล นี่ ทำไมเมื่อกี๊มันไม่พูดอย่างนี้ฟะ พร้อมกับเอาเศษแว่นตาที่มันทำตกไว้ขว้างหัวมันไป . . . นึกในใจว่าขนาด 3 รุม 1 นะเนี่ยะ แมร่งยังหอบเลย ถ้ามันมากันซัก 3 คนสงสัยตายแน่
สรุปผลการจับผู้ร้าย . . . แว่นโจรแตกไป 1, ภราดรโดนศอกไป 1, ริดด้าโดนกระชากคอเสื้อกระดุมหลุด, ส่วนโจรขโมยจักรยานโดนเตะไปนับไม่ถ้วน . . . ไม่นึกเลยจริง ๆ ว่าจะต้องมาจับขโมยที่ฝรั่งเศส . . . เสร็จแล้วต้องมาให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน (ฝรั่งเศสมุง) อีกกว่า 10 นาที T_T”
ระหว่างทางเดินไปงาน conference ดันเจอมันอีกกลางทาง . . . คราวนี้พวกเราเยอะกว่าเดิม มันก็เลยเดินหนีเข้าซอยไป . . . แต่พอเสร็จงานจะกลับบ้านเริ่มคิดหนัก เดินกลับบ้านก็ดูหน้าดูหลังไป . . . กลายเป็นคนวิตกจริตต้องหันมาดูด้านหลังเวลามีคนเดินตาม เนี่ยะหล่ะต้นทุนของการเป็นฮีโร่ . . . ใครอยากจะเป็นฮีโร่ ?
และแล้วก็เป็น วันธรรมดา ที่ไม่ธรรมดา จนได้ . . . ได้ศัพท์เพิ่มมา 1 คำ Voleur(n) แปลว่า ขโมย ส่วน Voler(v) แปลว่า ลักขโมย
April 26th, 2007
สุดท้ายเมื่อคืนก็หาที่นอนไม่ได้ พี่หิ่งห้อยขับรถมาถึง Cordoba เกือบ ๆ ตีสาม . . . แล้วก็หาปั๊มน้ำมันหลับกันแถวนั้น . . . โชคดีมีถุงนอนมาด้วย หลับอยู่หลังรถตั้งแต่ตีหนึ่งกว่า ๆ ตื่นเช้ามาขับรถมาอีกหน่อยก็เมือง Cordoba พอดี . . . เมืองคอร์โดบ้า เป็นเมืองหน้าด่านในสงครามครูเสด จึงถูกสลับกันยึดครอง ระหว่างกองทัพอิสลาม และกองทัพคริสเตียน . . . ก่อนที่จะตกเป็นของกองทัพคริสเตียนในที่สุด เมื่ออนาจักรคอร์โดบ้าของกองทัพอิสลาม ล่มสลายลง
ศิลปะในเมืองนี้จึงเป็นแบบ ผสมผสานระหว่าง 2 อารยธรรม (คล้าย ๆ เมืองในประเทศตุรกี) จุดที่เป็น Landmark ของเมือง Cordoba คือ La Mezquita Catedral (เป็นทั้งมัสยิด และ คาเธดรัล) เดิมเคยเป็นมัสยิด (Mezquita) ขนาดใหญ่ของกองทัพอิสลาม หลังจากถูกยึดครองโดยกองทัพคริสเตียน ก็ถูกเปลี่ยนเป็นคาเธครัล (Catedral) เป็นศิลปะที่แปลกดีอีกแบบนึง
ดู ๆ แล้วก็ งง ๆ ไม่แน่ใจว่าเป็นโบสถ์หรือว่ามัสยิด
ภายนอกกำแพง มัสยิด + โบสถ์

ดูเผิน ๆ เหมือนเดินในมัสยิดแถวเมืองไคโร ประเทศอียิปต์
แต่ว่ามีที่บูชา Saint ด้วย
มุมหนึ่งของโบสถ์ ที่หน้าตาเหมือนมัสยิด
ยิ่งแหงนดูเพดานยิ่ง งงใหญ่เลย มันเอามารวมกันได้ไงฟะ เก่งจริง ๆ
เสื้อเมื่อวานครับ ไม่ได้อาบน้ำ เพราะว่านอนในรถ T_T”
อ่างน้ำ ณ บ้านหลังหนึ่งในเมือง คอร์โดบ้า สวยดี
เจอหนังสือเล่มหนึ่งวางขายอยู่ เขียนว่า Jesus Prophet of Islam
“พระเยซู ศาสดาของศาสนาอิสลาม” หยิบ version ภาษาอังกฤษมาอ่าน น่าสนใจดี
Arc de Triumf ของเมือง Cordoba อีกแล้วครับท่าน
สวนหย่อมในบริเวณปราสาทของเมืองคอร์โดบ้า (หน้าตาเหมือนสวนแวร์ซายน์ แต่เล็กกว่านิดหน่อย)
อยู่ได้ถึงแค่เที่ยงกว่า ๆ เพราะต้องรีบไปเมือง Sevilla ต่อ ขับรถไปอีกประมาณ 1 ชั่วโมงจากเมือง Cordoba . . . มีความรู้สึกเหมือนขับรถ Paris - Dakar
April 20th, 2007
มานั่ง upblog ย้อนหลัง เริ่มจำอะไรไม่ได้แล้ว . . . เป็นปลาทองจริง ๆ . . . นั่ง ๆ ดูรูปแล้วระลึกชาติเอา . . . ตื่นตั้งแต่ตอนเช้าตรู่ อาบน้ำ กินกาแฟ แล้วก็ขับรถไปที่เมือง Valencia เป็นเมืองริมทะเล . . . และเป็นที่จอดเรือของพวกเศรษฐี ถ้าเทียบกับฝรั่งเศสก็คงจะเหมือนกับเมือง Nice อะไรประมาณนั้น . . . ขับรถไปถึงก็วิ่งเข้าไปในมหาลัยเลย จอดรถมันในที่จดรถมหาลัยเนี่ยละ ฟรี และมั่นใจได้ว่าต้องมี Transport แน่นอน
แต่ทุกอย่างก็ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด . . . มันไม่มีตั๋วสำหรับ 1 วันขายที่ตู้ . . . สุดท้ายก็ต้องเดินไปเรื่อย ๆ หาที่ซื้อตั๋ว . . . พอรู้ตัวอีกทีก็เดินจะถึงจุดหมายปลายทางแล้ว ก็เลยลงไปเดินเล่นในสวนกลางเมือง Valencia

ถ้าจำไม่ผิด มันคือ Palais de Justice ของเมือง Valencia
จากนั้นก็ปีนขึ้นไปถ่ายรูปบนป้อมปราการของเมือง Student เสียคนละ 1 ยูโร
เห็นวิวของเมืองจากด้านบน นี่เป็นถนนสายหลักสำหรับการช๊อบปิ้ง
แต่ว่าคนสเปญนอนกลางวันตั้งแต่บ่ายสอง ถึงสี่โมงเย็น ถนนเลยโล่งอย่างนี้
อาคารบ้านเรือนในเมืองวาเลนเซีย
Vive l’espagne
พอดีคุณลุงเฝ้าป้อมปราการเมื่อกี๊เค้าแนะนำร้านอาหารนี้ให้ บอกว่าอร่อย
เราก็เลยเข้าไปสั่ง paella (ปัย-ญ่า) กรุณาออกเสียงแบบสเปญด้วย เค้าบอกว่า 1 ชั่วโมง
แต่รสชาติก็คุ้มค้าแก่การรอคอย อร่อยมาก ๆ ข้าวหมกสเปญ
กินเสร็จเลยเดินย่อยอาหารมาเยี่ยม Plaza de Toro (ที่สู้วัวกระทิง)
Matador สองคนกำลังซ้อม สะบัดผ้าสำหรับศึกสู้วัวกระทิง
บริเวณภายในสนามสู้วัว ดูจากสภาพสนามแล้ว คิดว่า Matador คนก่อนคงสู้ไม่ดีเท่าไหร่
ขวดน้ำพลาสติกกระจายเต็มสนามเลย หุหุ

และแล้วเราก็พามาเที่ยว Arc de triumf ของเมืองวาเลนเซีย (ประตูชักอีกแล้ว)
พอดีมีงานแข่ง America Cup ครั้งที่ 32 พอดี ก็เลยถือโอกาศเข้าไปเดินเล่นในงานซะหน่อย

เรือใบ Sponsored by RedBull
กว่าจะได้ออกจากเมืองวาเลนเซียก็ปาเข้าไปเกือบ สามทุ่ม คืนนี้ต้องขับรถไปนอนที่เมือง Cordoba ยังไม่มีที่นอนเลย . . . ราตรีนี้อีกยาวไกล
April 19th, 2007
ขับรถออกมาจากเมืองลียงกันตั้งแต่เที่ยงคืนกว่า ๆ . . . ขับหลงกันมาเรื่อย ๆ ตามถนน Lyon - Nimes พอขึ้นเขาเท่านั้นหล่ะ ภราดร ก็หลับเป็นตาย . . . ตื่นอีกทีก็ตอนถึง Nimes แล้วก็เปลี่ยนมาเป็นคนขับแทนถึง Barcelona เลย
จุดมุ่งหมายแรกของวันนี้ Sagrada Famillia เป็น Land Mark แรกที่ทุกคนที่มา Barcelona ต้องมาถ่ายรูปกับโบสถ์รูปร่างประหลาด ซึ่งสร้างสรรค์โดย Antoni Gaudi (สถาปนิกชื่อดังของโลก) ซึ่งพี่เกาดี้เค้าสร้างไว้เป็นโบสถ์ของเค้าเอง ซึ่งใช้เวลาสร้างอยู่นานโข จนรูปร่างหน้าตาโบสถ์มันออกมาเป็นลักษณะเช่นนี้ . . . คนไทยแถวนั้นเรียกมันว่า“จอมปลวก”
จากนั้นก็มาขึ้นรถ Metro เพื่อจะไปเยี่ยม Casa Museu Gaudi (บ้านพี่เกาดี้เค้า) ตอนนี้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์ไปแล้ว . . . ขนาดโบสถ์ยังขนาดนั้น แล้วบ้านจะขนาดไหน . . . ไปดูกัน . . . แต่กว่าจะปีนขึ้นมาบนภูเขาบ้านพี่เค้าได้เล่นเอาหอบกินไปเลย แต่ก็ได้ดูวิวเมืองบาเซโลน่าอย่างนี้คับ

วันนี้หมอกควันเยอะไปหน่อย เห็นแต่เงาจาง ๆ . . . ที่เห็นไกล ๆ ด้านขวาคือ Sagrada Famillia . . . สูงสะใจดีมั๊ยคับ NotreDame de Paris ชิดซ้ายไปเลย ส่วนแท่งด้านซ้ายมือคือ“กระเจี๊ยวเมืองบาเซ” ใหญ่กว่าของเมืองลียงและปารีสอีก T_T” เค้าใช้เป็นพิพิธภัณฑ์ครับ

วิวถ่ายจากหน้าบ้านพี่เกาดี้ . . . นี่หล่ะครับ บันไดสเปญของแท้ . . . คนนั่งเป็นแสน ไม่รู้มันจะมานั่งกันทำไม
ก่อนกลับแวะเข้าไปในสวนหย่อมหลังบ้านพี่เกาดี้ . . . ถ่ายรูปกับสวนซักหน่อย . . . หนูอ้อนบอกว่ารูปนี้เกย์มาก . . . เออ ฉากหลังมันให้หน่ะ ม่วงโครต ๆ . . . T_T”

จากนั้นก็เดินกันต่อไป แวะไปเยี่ยมชมประตูชัยเมืองบาเซ (Arc de Triumf). . . ทริปนี้เราจะพาชมประตูชัยของทุกเมืองในสเปนนะครับ . . . เท่าที่ดูจากจำนวนประตูชัยในประเทศนี้ จึงสามารถเดาได้ว่า นโปเลียน อยากได้ประตูชัยเหมือนประเทศสเปญ ก็เลยสั่งให้สร้างในปารีสบ้าง
ยังไม่จบแค่นั้นครับ . . . เรายังคงเดินกันต่อไป แวะไปดูพิพิธภัณฑ์ด้านการออกแบบของพี่เกาดี้อีกซักหน่อย . . . แค่ดูด้านหน้าทางเข้าก็สุดยอดล้ว . . . แต่ว่าค่าเข้าแพงเหลือเกิน 17 ยูโร . . . นั่งดูความงามข้างนอกก็ละกัน . . . แค่ข้างนอกก็กินขาดแล้ว

เย็นพอดี . . . แทบจะเดินไม่ไหว เลยไปนั่งหย่อนขาที่ Porte de Barcelona
บังเอิญว่ามีรูปเก็บมาฝาก ระหว่างเดินขึ้นเขาไปบ้านพี่เกาดี้ . . . เห็นบ้านหลังหนึ่งแขวนป้ายนี้ไว้บนดาดฟ้า . . . ฮา มาก ๆ . . . อารมณ์ขันของชาวสเปญ
Why we call it TOURIST SEASON if we can’t SHOOT THEM ???
April 18th, 2007
วันนีตื่นมา เพราะเมื่อคืนได้นอนอย่างเต็มอิ่ม . . . ล้างจานกองโตมโหฬาร พับเสื้อผ้า ม้วนถุงเท้า เก็บห้อง แล้วก็จัดกระเป๋า . . . เย้ เย้
พรุ่งนี้ผมจะได้ไปเที่ยวสเปน แล้วครับ (จริง ๆ จะสะกดให้ถูกต้องตามพจนานุกรมต้องเป็น “ประเทศสเปญ”) . . . หลังจากที่เหน็ดเหนือยกับการเตรียม Present งานในงาน Hors les murs มาหลายวันหลายคืน . . . Present คราวหน้างาน SPILOG วันที่ 26 กลับมาก็หัวปั่นเช่นเคย . . .
รู้สึกว่าไม่ได้ Up Blog มาหลายวัน จริง ๆ เขียนไว้แล้ว แต่ว่ายังไม่ได้ Publish Blog เพราะว่ายังไม่ได้ใส่รูป . . . เรื่องของเรื่องคือ ไม่มีเวลา ตัดรูป ปรับรูป ให้เหมาะกับเว็บ . . . เอาไว้กลับมาแล้วจะ Publish ให้อ่านนะครับ
April 17th, 2007
Previous Posts