Archive for March, 2006
วันนี้มีแผนการท่องเที่ยวอยู่เต็มหัว เลยต้องรีบออกกันแต่เช้าตรู่ วันนี้พวกเรา 4 คนใช้ชีวิตเป็นคนรู เช่นเดียวกับชาว Parisian (ปาครีเซียง-ชาวปารีส) มุดเข้ารูนู้น ออกรูนี้ สงสัยอยู่ว่ามันเกิดมาเป็น ตุ่นหรือคนกันแน่? . . . ปารีส มี Metro อยู่ 14 สาย ส่วนจำนวนสถานีก็ไม่ต้องพูดถึงเป็นร้อยแน่นอน เพราะฉะนั้นเมืองนี้จะมีรูลง Metro อยู่เต็มเมือง แต่ปัญหาอยู่ที่ว่าต้องจำสาย Metro ให้ได้เท่านั้นเอง
เราเริ่มออกเดินทางไปยัง Notre-Dame de Paris เป็นโบสถ์ที่ตั้งอยู่ใจกลางของเมืองปารีส ความสำคัญของโบสถ์นี้คือ ด้านหน้าของโบสถ์จะมีแผ่นทองเหลืองที่ถือว่าเป็นจุดศูนย์กลาง หรือ กิโลเมตร ที่ 0 ของเมือง กล่าวคือ ไม่ว่าป้ายระยะทางใด ๆ ในฝรั่งเศสที่ชี้มายังปารีสก็จะวัดจากจุดนี้ทั้งสิ้น พอได้รูปถ่ายสวยงามแล้ว พวกเราก็ไปชมความงดงามในโบสถ์ 5 นาที (ไม่ได้ซึมซับศิลปะอะไรเล๊ย)
ออกมาจากโบสถ์เราก็หารู Metro ลงไปเพื่อจะเดินทางไปยัง Montmartre (มงมาร์ต) เป็นโบสถ์สีขาว สวยงามมาก ตั้งอยู่บนเนินเขาในกรุงปารีส ถือเป็นโบสถ์ที่สวยงามมากแห่งหนึ่ง คนไทยจะรู้จักกันในนาม ”โบสถ์ขาว” โบสถ์นี้ยังไม่เป็นที่ชื่นชอบของ Picasso จิตกรที่มีชื่อเสียงของโลกอีกด้วย และแล้วก็เหมือนเดิม พวกเรา 4 ตัวเข้าไปเดินในโบสถ์ 5 นาที (เข้านานมันจะรู้สึกร้อน ๆ) แล้วก็ออกมานั่งตรงบันไดโบสถ์ เพื่อดูสาว ๆ อีก 1 ชั่วโมง (คนสร้างมันคงเสียใจแย่)
จากนั้นพวกเราก็เดินทางไปเก็บรูปถ่ายที่ถนน Champs Elysees และ Arc de triomphe (ประตูชัย) ซึ่งพวกมัน 3 คมมาเก็บภาพไปเมื่อวานก่อนแล้ว จากนั้นเราก็เลยมีเวลานั่งจิบกาแฟ ริมถนน ชอมป์เซลีเซ่ และนั่งดูสาวปาคลีเซียง กันอย่างสบายอกสบายใจ
พอหายเมื่อย Teen แล้ว ก็ออกเดินทางไปยัง Place de la Concorde ซึ่งเป็นสถานที่ ที่ตั้งเสา Obelisk ที่ไปขโมยมาจากประเทศอียิปต์ อุบส์ ประเทศอียิต์ถวายให้ต่างหาก อย่างไรก็ตามแต่ เด็ก Grenoble (เกรอนอบ) คนนึง เรียกไอ่แท่งนี้ว่า “กระเจี๊ยวเมืองหลวง” แต่ฟังดูแล้วก็เหมาะสมกันดีกับ แท่งที่ไปขโมยมาจากประเทศอื่นแล้วมาตั้งไว้กลางเมืองแบบนี้
ก่อนจะออกเดินทางไปที่อื่นก็แวะถ่ายรูปพระที่นั่งอนันตสมาคม(ตัวต้นแบบ) ตัวจำลองอยู่ที่เมืองไทย สงสัยอยู่เหมือนกันว่า คนฝรั่งเศส เวลาไปเมืองไทย ก็คงต้องไปดูตัวจำลองด้วยเหมือนกันหรือเปล่า แต่พอดีไม่มีเวลาเท่าไหร่เลยไม่ได้เก็บรายละเอียด เอาไว้คราวหน้าละกัน
จากนั้นก็ไปเดินหา Grande Mosquee เป็นมัสยิดกลางของเมืองปารีส เดินหากันขาลากเลย พอดีเจอผู้หญิงคนนึงคลุมหิหยาบเดินมาส่ง โชคดีไปไม่งั้นได้เดินหากันอีกนานเลย หลังจากเข้าไปละหมาดกันแล้วก็เดินทาไปหาข้าวเย็นกินกัน

นั่ง Metro ไปที่สถานี่ Saint Just แถวนั้นเป็นแหล่ง Night Life กรุงปารีส (พี่ที่อยู่ฝรั่งเศสคนนึงแนะนำมา) มีร้านอาหารและผับเยอะพอสมควร วันนี้อยู่กันพร้อมหน้าก็เลยถือโอกาศกินเลี้ยงวันเกิดผมไปเลย สำหรับวันที่ 1 เมษายน (วันพรุ่งนี้) ตามตำรับของชาวฝรั่งเศสคือ Steak, Frite(French fry) และ Salad . . . อิ่มหนำสำราญกันไปตาม ๆ กัน . . . กินอิ่มกันแล้วก็ไม่รอช้า รีบไปเข้าเทคกัน (เมื่อกี๊พึ่งเข้ามัสยิด ตอนนี้จะเข้าเทค เวงกำ) แล้วก็เหมือนสวรรค์กลั่นแกล้ง เทคที่นี่มีกฏอยู่ว่าถ้าไม่มีผู้หญิงไปด้วย จะเข้าไม่ได้ กฏอะไรของมันวะเนี่ยะ สงสัยมันยึดตามกฏของ Demand และ Supply . . . วันนี้เลยต้องกลับไปนั่งเล่นไพ่ที่ห้องกันตามระเบียบ . . . ชีวิต
March 31st, 2006
ตื่นนอนตอนเช้าที่โรงแรม Formule 1 (F1) ห้องนิดเดียวยัดกันไปตั้ง 4 คน พวกฝรั่งมันจำหน้ากระเหรี่ยงชาวไทยไม่ได้ ปล่อยให้เดินเข้าเดินออกกันตามสบายเลย คิดว่าเป็นคนเดียวกันหมดเลย . . . สบายเรา . . . หลังจากกินกาแฟเสร็จ ไอ่ดลก็จัดการทำ Sandwich เอาไว้ไปกินที่ Chateau de Versaille (พระราชวังแวร์ซายน์) นั่งรถ RER ออกจาก Paris ใช้เวลาประมาณ 30 นาทีก็ถึงพระราชวัง
ก่อนเข้าเจอสาว ๆ ญี่ปุ่นกลุ่มนึงประมาณ 40 คน น่ารักเกือบทุกคน ชายหนุ่มสามตัวก็เลย กระดี๊กระด๊า กันไปพักนึง โดยเฉพาะไอ่นะ คว้ากล้องไปยืนถ่ายรูปเค้าอย่างไม่อายฟ้าดิน (สรุปแล้วดูจะสนใจสาวญี่ปุ่นมากกว่าบ้านพระเจ้าหลุยส์) แต่ปรากฏว่าเค้ากะลังจะกลับกันแล้ว เศร้าใจกันไปตาม ๆ กัน ต้องมาต่อแถวซื้อบัตรเข้าชมยาวมาก ๆ ๆ ๆ ก็เลยถือโอกาสกินแซนด์วิชกันในแถวซะเลย
พอได้เข้าไปข้างในพระราชวัง ก็เดินดูความอลังการของพระราชวังของพระเจ้าหลุยส์ แต่ไม่มีใครเช่าหูฟังอธิบายรายละเอียดมา ก็เลยอาศัยส่งตัวแทน คือไอ่ดล ไปเดินตามไกด์ชาวบ้าน แอบฟังแล้วมาเล่าให้ฟัง อนาบริเวณพระราชวังช่างกว้างขวางเหลือกัน พวกเราเดินกันได้สองส่วนคือ Grands Apartements และ Chambre du Roi พร้อมกับสวนน้ำพุอีกนิดหน่อย
พอเสร็จแล้วก็รีบกลับมาขึ้นรถ RER กลับเข้ามาในปารีส เพื่อจะขึ้นไปดู La Tour Eiffel (หอไอเฟล) กว่าจะเดินไปถึงหอไอเฟลได้ก็ถ่ายรูปหมดกันไปเป็นร้อยรูป ค่าขึ้นไปถึงยอด จ่ายคนละ 11 Euro แต่ถ้าเดินขึ้นเสีย 3 Euro ขึ้นได้ถึงเกือบยอด (แต่สงสัยจะไม่รอดลงมา เพราะคิดว่าข้างบนคงไม่มีตั๋วขาลงขาย)
ขึ้นไปดูวิวเมืองปารีสจากบนหอไอเฟลนี่ช่างสวยงามจริง ๆ เพราะเป็นตึกเตี้ย ๆ เลยทำให้สามารถเห็นได้ไกล แต่ละ commune (น่าจะแปลว่าตำบล คงจะใกล้ที่สุด) ก็มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง ข้างบนนี้ลมค่อนข้างแรงมาก พัดคนปลิวได้สบาย ๆ ทำให้รู้สึกว่าบนยอดไอเฟลนี่มันโคลงเคลงอยู่เหมือนกัน เห็นเค้าบอกว่าขยับประมาณ 5 เซ็นติเมตรจากจุดศูนย์กลาง
ขาลงตัดสินใจเดินลงจากหอไอเฟล ถึงแม้จะมีบัตรขาลงแล้วก็ตาม จะได้เอาไปโม้ได้ ว่า“ไปปีนมาแล้ว หอไอเฟล” พอเดินลงมาได้แค่ 1 ชั้นจากทั้งหมด 3 ชั้น ทุกคนก็มีความเห็นตรงกันว่า “สูงฉิบหาย ลงลิฟกันเหอะ” ความคิดที่จะเอาไปอวดชาวบ้านเมื่อกี๊หายไปหมดสิ้น
ถึงแม้จะลงมาถึงข้างล่างแล้วก็ยังไม่เลิกถ่ายรูปกัน วันนี้ถ่ายรูปกันไปประมาณ 400 รูป (บ้าไปแล้ว) นาน ๆ มาที ต้องถ่ายให้คุ้ม ท้องเริ่มหิวกันแล้ว ทุกคนคิดแต่จะหารู Metro กลับไปโรงแรม เพราะมีสุกี้ร้อน ๆ รออยู่ (ขอบคุณน้องอรรถที่อุตส่าห์ทำเตรียมไว้ให้)
จบทัวร์วันนี้ด้วยการเล่นไพ่ตอแหล . . . นั่งเล่นกันจนถึงตีสอง สรุปว่าผมตอแหลไม่เก่ง เลยไม่ค่อยชนะ ส่วนไอ่ดลกะไอ่อรรถ ชนะบ่อยสุดแปลว่าตอแหลเก่ง เอิ๊ก เอิ๊ก
PS. ใครรู้ช่วยบอกหน่อย ผมเดินมาหมดทั้งพระราชวังแวร์ซายน์ ไม่เห็นห้องน้ำแม้แต่ห้องเดียว คนฝรั่งเศสเมื่อก่อนเค้า ถ่ายและอาบน้ำกันยังไงเหรอ ?
รูปที่เหลือดูใน Gallery > Paris นะคับ
March 30th, 2006
เป็นไปตามความคาดหมาย เมื่อคืนไม่ได้นอนครับ หลับไปตอน 7 โมงกว่า ตั้งนาฬิกาปลุกตอน 8 โมง เพราะมี present ตอน 10:30 … แต่ไม่ได้ยินเสียงนาฬิกาปลุกแม้แต่น้อย โชคดีว่าที่บ้านมาถามว่าไม่ไปมหาลัยเหรอ 9 โมงแล้ว … กระโดด ออจากเตียง ล้างหน้า แปรงฟัน แล้วพุ่งไปมหาลัยเลย (เดี๋ยวนี้ไม่ต้องอาบน้ำตอนเช้าก็ได้แล้ว เป็นชาวฝรั่งเศสไปแล้ว เอิ๊ก ๆ) ไปถึงก่อนเวลา present 15 นาที เตรียม Power Point ให้มันดูดีอีกหน่อย
พอถึงเวลา present ก็เล่านิทานที่เตรียมมาไว้ตั้งแต่เมื่อคืน . . . วันนี้รู้สึกว่าการ present ค่อนข้างดีกว่าครั้งก่อน ๆ เนื่องจากว่า เรื่องที่ present เราเป็นคนแต่งขึ้นมา เพราะฉะนั้น เนื้อหาแต่ละเรื่องมันอยู่ในหัวเราอยู่แล้ว พูดไปไม่ต้องกลัวผิด ทำให้ไม่รู้สึกประหม่า ต่างกับครั้งก่อน ๆ ที่เอา paper ที่อ่านมา present บางคำพูดก็ต้องพูดตามเค้า ใส่ไข่เพิ่มเข้าไปก็ไม่ได้ จะสรุปให้ฟังก็ยาก เพราะอ่านแล้วยังไม่เข้าใจเลย . . . ทำให้ present ค่อนข้างตะกุงตะกัก
สรุปว่าการ present ผ่านไปได้ด้วยดี ถึง ดีมาก (รอดตายไปอีกรอบ ขอบคุณพระเจ้า) อาจารย์ชมว่า “Good to see that you started with clear path and idea.” จากการ present 1 ชั่วโมงก็เลยกลายเป็นชั่วโมงครึ่ง อาจารย์ก็เลยไปกินข้าวเที่ยงสายเลย
ตอนบ่ายตั้งใจจะนั่งทำสรุปการประชุม แต่ว่าหัวสมองคิดอะไรไม่ออกแล้ว โทรหาน้องอรรถ กะไอ่ดล มันบอกว่า “ผมอยู่ปารีสแล้วพี่ มาพักกะผมได้เลย” . . . ยังไงซะพฤหัส ศุกร์ นี้ก็ประท้วงอยู่แล้ว มามหาลัยก็เข้าไม่ได้อยู่ดี . . . คิดได้ดังนั้นไซร้ ก็เก็บของนั่งรถไป La Gare SNCF หาซื้อตั๋วไปปารีส แค่ 29 euro เพราะเป็น Mid-Week ออกเดินทางตอน สามทุ่ม กลับบ้านเก็บของหาข้าวกินแล้วเตรียมออกเดินทางสู่เมืองหลวงของประเทศฝรั่งเศส
March 29th, 2006
Date: 29-03-2006
Time: 10:30 - 12:00
Place: CERRAL room (I.U.T.) Université Lumière, Lyon 2
Participants:
- Mr.Pradorn SUREEPHONG
- Prof.Abelaziz BOURAS
- Dr.Yacine OUZROUT
- Dr.Gilles NEUBERT
Topic of Presentation:
- Industry Cluster
- Methodology for initiate Industry cluster
- Objective and Tools of each phases
Summary of Meeting: (First Draft)
Presentation File: (Full Version)
March 29th, 2006
หนึ่งวันก่อน presentation ครั้งที่ 4 มีเอกสารทุกอย่างครบอยู่ในมือแล้ว ตั้งสูงประมาณ 1 ฟุต อ่านจบหมดแล้ว แต่ไม่รู้จะเอาไอ่เอกสารพวกนี้มาต่อกันได้ยังไง ตอนเช้านั่งดูกองเอกสาร (นั่งดูจริง ๆ ไม่ได้ทำไรเลย) ไปประมาณครึ่งชั่วโมง . . . เสร็จแล้วก็เปิดเอกสารแผ่นแรก แผ่นที่สอง สาม สี่ ห้า . . . จนหมด ก็ยังไม่ได้ Idea เจ๋ง ๆ อยู่ดี
เปิด Internet หาตัวช่วยจากพี่ Google ก็ไม่มีแล้ว . . . เริ่มเครียดเล็กน้อย (ยัง ขำ ขำ ได้อยู่) . . . ก็เลยเปลี่ยนมานั่งคิดว่าควรจะเอาอะไรไปขายอาจารย์ดี เปิดอ่าน Presentation เก่า ๆ . . . ก็เกิด IDEA …. ปิ๊ง …. เอาเรื่องเก่า ๆ มาต่อ ๆ กันเป็นเรื่องใหม่ดีกว่า . . . เรียกว่าทฤษฏี Vieux vin dans nouvelle bouteille (ไวน์เก่าในขวดใหม่) ฮ่า ฮ่า ฮ่า . . . กินข้าวเย็นเสร็จก็เริ่มบรรเลง เอากระดาษ A1 ที่จิ๊กมาจากมหาลัยมากาง 3 แผ่น เต็มห้อง วาดรูป วางแผน หาศัพท์ . . . คืนนี้ไม่ได้นอนแน่นอนครับท่านผู้ชม . . . แต่เป็นเรื่องปกติของคุณภราดร . . . สันดานนิสัยอย่างนี้มาตั้งแต่เด็ก
March 28th, 2006
Previous Posts