Archive for February, 2006
งานนี้ตั้งใจมาหาผัดกระเพรากินตามคำมั่นสัญญาของเจ๊ขวัญ ที่ให้ไว้เมื่อชาติที่แล้ว แต่งานนี้ Mission Failed เพราะว่าเมือง Montpellier (มง-ปริ-เย่) ไม่มีใบกระเพราขาย ถ้าอยากกินเค้าจะทำผัดโหระพาให้กิน ก็เลยสั่งต้มยำมากินแทน ไม่สะใจเท่าไหร่
ตอนเช้ามี mission ไปซื้อมาม่าผัดไทยที่ร้านเวียดนามกลางเมืองมงปริเย่ ซื้อไป 30 ซอง แล้วก็แบกกล่องมาม่าไปเดินซื้อของที่ตลาดของมือสองวันอาทิตย์อีกมุมนึงของเมือง ไม่ได้อะไร เพราะกว่าจะมาถึงตลาดมันก็จะปิดแล้ว แต่คนก็ยังเยอะอยู่ 70% ของคนที่มาซื้อของนี่เป็นแขก เดินไปได้ยินแต่ภาษาอาหรับ รู้สึกเหมือนเดินอยู่แถวเมืองอาหรับ ไม่เหมือนอยู่ฝรั่งเศสเลย
กลับมาถึงห้องเจ๊ขวัญทำอาหารให้กิน ตอนแรกแกบอกว่าจะทำผัดไทยให้กิน แต่ดูแล้วมันต้องเอามาม่ามาต้มให้กินแน่เลย เลยขอเปลี่ยนเป็นอย่างอื่น เจ๊เลยโชว์ฝีมือทำอาหารระดับเทพ (คือคนธรรมดาไม่มีวันได้กิน แกบอกอย่างนั้น) แกเลยทำต้มแพนงกุ้ง (คือมันเป็นแพนงแต่น้ำมากไปหน่อย) ผัดโหระพากุ้ง(บอกแล้วกระเพราไม่มี) ส่วนอันสุดท้ายผมกลัวว่าจะไม่มีอะไรกินได้ เลยขอตัวทำไข่เจียวให้แกกินแทน สุดท้ายเราก็มีข้าวกินกันอิ่มหนำสำราญ ตบท้ายด้วยนั่งดูหนัง The Letter นั่งดูกันสองคน ร้องให้กันไป เจ๊ขวัญร้องให้เพราะเรื่องมันเศร้า ส่วนผมร้องให้อยากกลับบ้าน คิดถึงเชียงใหม่ ฮ่า ๆ
ก่อนกลับงัดเจ๊ขวัญออกจากเตียงเพื่อพาไปดูเมืองมงปริเย่ตอนกลางวัน จริง ๆ เมืองนี้ก็สวยดีเหมือนกัน เดินกันจนเหนื่อย ได้ไปเที่ยว Pont (สะพาน) อีกแล้วครับท่าน ทัวร์นี้ Tour de Pont จริง ๆ ไปที่ไหนก็มีแต่สะพาน แล้วก็เดินดูมหาลัยแพทย์ที่นอสตราดามุสเคยเรียน แล้วก่อนเดินกลับก็แวะซื้อ KEBAB ที่อร่อยที่สุดในโลก แกแนะนำว่าอย่างนั้นน่ะ


ระหว่างเดินจะไปขึ้นรถไฟกลับลียง เจ๊ขวัญก็บอกว่า “ไอ่ดอน แกรู้ป่ะ ถ้ามามงปริเย่แล้ว ไม่ได้มากินกาแฟร้านนี้นะเว๊ย ไม่ได้มาถึงมงปริเย่ เพราะอะไรรู้เปล่า?” แล้วผมก็ตอบไปว่า “ไม่รู้ครับพี่” แกก็ตอบสวนกลับมาทันควัน “ร้านกาแฟนี้นะเว๊ยมีชื่อเสียงมาก อายุเป็นร้อยปีแล้วนะเว๊ย” ผมก็ทำตาปริบ ๆ ก้มดูกระเป๋าสตางค์เห็นเงินเหลืออยู่ 15 Euro แล้วก็ถามแกไปว่า “มันคงไม่เกิน 10 Euro มั๊งครับพี่” แกก็บอกว่า “ไม่เกินหรอก” แล้วก็เดินนำเข้าไปในร้าน เข้าไปถึงแกก็สั่งช๊อคโกแล๊ตเย็นปั่นอย่างสบายอารมณ์ ส่วนผมก็กิน Chocachino เป็นกาแฟผสมช๊อคโกแล็ตและฟองนม พอบ๋อยมาเก็บเงินแกก็ควักเหรียญออกมาหมดกระเป๋า รวมกันไม่ถึง 1 Euro ผมเลยรู้ตัวตอนนั้นเองว่า มือนี้กรูเป็นเจ้ามือแน่เลย หลังจากอิ่มหนำสำราญกับกาแฟแล้ว เจ๊ขวัญสุดที่รักมันก็เสนอตัวเดินไปส่งที่สถานีรถไฟ ทั้ง ๆ ที่ก่อนเข้าร้านมันยังบอกเลยว่า “เดี๋ยวมึงเดิน ตรง ๆ ไปทางนี้ก็ถึงแล้ว กูส่งมึงแค่นี้ละกัน” สงสัยมันจะรู้สึกผิด

งานนี้ต้องขอบคุณคุณพี่ขวัญชีวามาก ๆ นะครับที่ช่วยอุปถัมภ์ค้ำจุนน้องชายตัวอ้วน ๆ ตาดำ ๆ คนนี้ให้มีที่หลับที่นอน ที่กิน ที่เที่ยว ขอให้สวยวันสวยคืนนะค๊าบบบ
February 26th, 2006
ตื่นแต่เช้าเพื่อจะได้ทันรถไฟ Nimes - Avignon ห่างกันประมาณ 40 นาที เมือง Avignon (อา-วิ-ยง) เป็นเมืองเก่าสมัยโรมัน มีกำแพงเมืองล้อมรอบ (เหมือนเชียงใหม่เลย แต่ดูดีกว่าเยอะ) ในเมืองก็จะมีที่ท่องเที่ยวอยู่หลายที่ด้วยกัน เพื่อนไอซ์ของผมเค้าจัด Trip ไว้ให้แล้วไม่ต้องคิดอะไร เดินตามตูดมันไปอย่างเดียว เริ่มจาก Palais de Papes เค้าบอกว่าเป็นโบสถ์โกธิกที่ใหญ่ที่สุดในโลก เป็นวังของโป๊บ ตั้งแต่ศตวรรศที่ 14 ที่นี่ UNESCO ก็จัดให้ติดอันดับมรดกโลกไปแล้วเช่นกันครับ (สำหรับคนที่ไม่รู้เรื่องศิลปะโรมันอย่างผม ก็เดินดูไปเรื่อย ๆ ไม่ได้ซาบซึ้งอะไรเลย)

ความสำคัญของมันอยู่ที่สมัยที่วาติกันแตกเป็นสองฝ่าย พวกโป๊บก็เลยย้ายมาอยู่ที่นี่ เพราะว่า Avignon เป็นเมืองที่ศาสนาคริสต์แข็งแกร่งและเจริญรุ่งเรืองมากในอดีต แล้วจากนั้นโป๊บรุ่นหลัง ๆ ก็ได้มาพำนักเรื่อย ๆ แล้วต่อเติมพระราชวังให้ใหญ่โตขึ้นตามลำดับ
จากนั้นก็เข้า Quick ตามเคย (ไม่ได้ถ่ายรูปให้ดู แต่มันคือ Mc Donald ของประเทศฝรั่งเศส ประมาณว่า มี Mc ที่ไหน มี Quick ที่นั่น) อิ่มหนำสำราญแล้วก็เดินไปดูสะพาน Avignon ชื่อว่า Le Pont Saint-Benezet เป็นสะพานที่มีอยู่ครึ่งเดียว ความสำคัญเป็นมายังไงไม่ทราบ ทำไมต้องไปดูก็ไม่รู้ แต่ในหนังสือ Lonely Planet เขียนไว้ เพื่อนไอซ์ก็เลยต้องไปดูครับ ผมก็ตามตูดมันไป

เค้าบอกว่าสะพานนี้เทวดามาบอกให้หนุ่มคนนึงสร้าง แล้วคนในเมืองก็ไม่เชื่อ แล้วบาทหลวงก็บอกไอ่หนุ่มคนนี้ว่าถ้าจะให้คนในเมืองทำตาม ก็จงแบกหินก้อนที่ 1 ไปวางก่อน แล้วคนอื่นจะทำตาม แล้วเจ้าหนุ่มคนนี้ก็เดินไปแบกหินก้อนใหญ่โตขึ้นบ่า โดยง่ายดาย คนในเมืองเห็นว่ามีเทวดามาช่วยหนุ่มคนนี้ยกหินจริง ๆ ก็เลยช่วยกันสร้างสะพานนี้จนเสร็จ เรื่องก็เป็นฉะนี้หล่ะครับ ส่วน detail นี่ไม่รู้หรอกครับ มันเป็นภาษาปะกิต ตอนนี้ฟังไม่ออกไปแล้ว
ก็เดินเล่นตามสะพานเดินขึ้นเดินลงอยู่พักนึงเสียค่าเข้าชมไป 7.5 Euro แล้วก็แยกจากเพื่อนไอซ์ที่ Avignon ผมจะไป Montpellier ส่วนเพื่อนไอซ์จะกลับไป Nice ครับจบการผจญภัยไปอีก 1 วันด้วยการเดินมาราธอน
February 25th, 2006
ตื่นตั้งแต่ตี 5:45 อาบน้ำและทำอาหารเช้าให้เพื่อนไอซ์ไปกินบนรถ Kit Kat 2 แท่ง Coke 2 กระป๋อง ระหว่างทางเจอสาวญี่ปุ่นสองคน นั่งรถ TGV มาด้วยกัน พอไปถึงนีมก็ไปเจอเจ๊ขวัญ เดินหาโรงแรมซักพัก ได้โรงแรม 3 ดาว ราคา 45 Euro ห้องสีฟ้าสวยงาม พอซุกหัวนอนได้ เอากระเป๋าเก็บแล้วก็รีบไปขึ้นรถไป Pont du Gard ตอนนี้ UNESCO จัดให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวของโลกเรียบร้อยแล้ว
Pont du Gard (ปง-ดู-การ์) เป็นสะพานส่งน้ำสมัยโรมัน สร้างมาตั้งแต่…เมื่อไหร่ก็ไม่รู้จำไม่ได้แล้ว ช่างมันเหอะ แต่ว่ามันใหญ่โต อลังการ สมกับที่นั่งรถมาดูแต่ไกล เดินอีกหลายกิโลเมตร แล้วก็เดินหลงในสวนโรมันอีกเป็นชั่วโมง กว่าจะหลุดออกมาได้ มายืนรอรถด้วยความหนาวเหน็บเพื่อจะรีบกลับไปถ่ายรูปที่ในเมืองนีม
ได้ภาพโคลีเซี่ยม(อันลูก)มา อันพ่อมันอยู่ที่ Rome แต่ว่าก็ใหญ่โตพอสมควร พร้อมกับวิหาร พาเธนอน(อันลูกอีกเหมือนกัน) แล้วก็เดินถ่ายรูปเล่นซักพัก หา Quick กินอีกตามเคย แล้วก็ส่งเจ๊ขวัญกลับ Montpellier ระหว่างทางแวะซื้อ Euro Million หวยฝรั่ง 2 Euro คืนนี้เผื่อได้เงิน 15,000,000 ล้านยูโร คุณเป็นเงินไทยก็ 750,000,000 บาทเอง ไม่เท่าไหร่หรอก
นั่งดูทีวีกับเพื่อนไอซ์จนถึง 5 ทุ่มกว่าเพื่อรอประกาศเลข LOTO . . . พระเจ้าช่วย ภราดร ถูกหวย 3 ตัว ครั้งแรกในชีวิต !!! ได้เงินใช้แล้วกรู มีเงินต่อชีวิตไปอีกซักพัก ได้ไม่เท่าไหร่ก็เหอะ ดีกว่าไม่ได้เลย . . . คืนนี้นอนหลับฝันดี พรุ่งนี้ไปขึ้นเงินที่ร้านก่อนไป Avignon
February 24th, 2006
วันนี้เพื่อนไอซ์มาแอ่วหาที่ลียง ก็เลยพามันเดินซะทั่วตั้งแต่เหนือจรดใต้ลียง พาปีนขึ้นไปดูวิวลียงบนภูเขา แล้วเดินเลาะ ๆ ลงมาด้านล่าง ตอนนี้เริ่มรู้สึกว่าพอจะเป็นไกด์ได้แล้วหล่ะ หลังจากที่เดินขึ้นมาบนเขานี่หลายรอบเหลือเกิน ตอนเที่ยงแวะกิน เครป ช๊อคโกล่า แก้หิวไปพลาง ๆ ก่อนแวะเข้าไปดูในพิพิธพันธ์ของจิ๋ว เสียค่าเข้าคนละ 5 euro
จากนั้นก็เดินลงมาเรื่อย ๆ ไปเดินที่ Bellecour และแล้วสุดท้ายเราก็เจออนุสาวรีย์เจ้าชายน้อยจนได้ แต่ว่ามันปิดซ่อมทางแถวนั้นเลยได้ยืนไกล ๆ ถ่าย … ตอนเย็น อาหารค่ำของเราก็เป็น Quick เจ้าประจำ และก็ถ่ายรูปกันไปเรื่อย ๆ รอบ ๆ เมืองจน 3 ทุ่ม กลับมาจัดกระเป๋า พรุ่งนี้ต้องตื่นตั้งแต่ 6 โมงเช้า เพื่อไปขึ้นรถไป Nimes (นีม)
Gallery: Lyon with ICE
February 23rd, 2006
ตื่นนอนแล้วแต่ก็ขยับไม่ได้ นอนอย่างไร้เรี่ยวแรง พยายามลุกขึ้นมากินยาคลายกล้ามเนื้อ หลังจากที่สองสามวันก่อนใช้กล้ามเนื้อมากไปหน่อย วันนี้มีนัดกับสาวแอลจีเรีย ไปช่วยเค้าทำ Research ที่ห้องสมุด (งานตัวเองก็ยังไม่เสร็จ ฮ่า ฮ่า ฮ่า) นั่งทำไปจนถึงเย็น เริ่มหิวข้าวแล้ว กลับบ้านมาทำกับข้าวกินดีกว่า เปิดตู้เย็น มีปูอัด น้ำพริกแดง ข้าวสวย(ที่เหลือจากเมื่อวาน) แล้วก็ทูน่า . . . เปิด Internet กรอก Raw Material ลงไปใน Google
ได้วิธีทำ “ข้าวผัดน้ำพริกแดง” มา แต่ว่าไม่มีเครื่องปรุงตั้งหลายอย่าง ผักซักนิดก็ไม่มี…ไม่เป็นไร…มีเท่าไหร่…กินเท่านั้น…
1. ควักเนยมาจากกระปุก(ไม่มีน้ำมัน) แล้วใส่กระทะให้ร้อน
2. ใส่ข้าวลงไปผัดกับเนยให้ทั่ว…ห๊อม หอม
3. เอาปูอัดหั่น กับทูน่ากระป๋องเทลงไป แล้วก็คลุกให้ทั่ว…หน้าตาเริ่มดีขึ้น
4. ควักเอาน้ำพริกแดงใส่ลงไป คราวนี้ก็ผัดไปตามใจชอบ จนกว่าจะเบื่อ
ซักพักคนที่บ้านจาม ฮ๊าด เช่ย !!! แล้วเดินมาดู มรึงทำอะไรฟะ ! ก็เลยบอกไปว่า Spicy น่ะ แล้วก็รีบเปิดหน้าต่าง ปิดแก๊ส มานั่งกินข้าว อร่อยจริง ๆ ข้าวผัดฝีมือภราดร จานแรก ในชีวิต [T_T"] (ดีกว่าไม่มีอะไรกิน)
February 22nd, 2006
Previous Posts