Posts filed under 'My Diary'
วันนี้ผมกลับมานั่งอ่าน Thesis บทที่ 1 ที่เขียนทิ้งไว้เมื่อง 3-4 เดือนที่แล้ว เพราะว่าวันศุกร์หน้าต้องส่งให้อาจารย์ตรวจดูอีกรอบหนึ่ง . . . ด้วยความสบายใจ . . . เพราะมันเขียนเสร็จแล้ว ตั้ง 40 หน้า . . . เก่งจริง ๆ เขียนได้ยัง
พออ่านไป 2 หน้าเท่านั้นหล่ะครับ . . . เริ่ม เครียด . . . นี่กรูเขียนเองหรือนี่ . . . ทำไมอ่านไม่รู้เรื่องเลย เรียงลำดับประโยคก็ไม่ดี . . . ถ้าเป็นหนังสือเล่มหนึ่ง รับรองผมวางทิ้งแล้วไม่อ่านมันอีกเลย . . . แต่มันดันเป็น Thesis ผมน่ะซิ . . . สุดท้ายก็นั่งแก้คำ แก้ประโยค ตัดนู่น เพิ่มนี่ . . . หมดไป 1 วันแก้ไปได้ 6 หน้า . . . เหมือนเขียนใหม่เลยเว๊ย . . . พรุ่งนี้้ต้องตื่นไปนั่งแก้ที่ห้อง Lab แต่เช้าซะแล้ว ไม่งั้นศุกร์นี้ไม่มีงานส่งแน่นอน
วันนี้ตอนเย็น หยิบที่ปิ้ง B-B-Q มาทำ เนื้อเสต๊ก กุ้ง หอยเผา กันในห้องครัว . . . ไม่ได้กินอาหารทะเลมานานแล้ว . . . คิดถึงกุ้งเผาที่ตลาดกลางกุ้งตรงอยุธยามาก ๆ . . . แต่อันนี้พอทำให้หายอยากไปได้หลายวัน . . . พอกินข้าวเสร็จวันนี้คุณดา นัดดวนเกมส์ Carcassonne . . . สรุปว่า ผมพ่ายไป 2 ต่อ 1 set . . . สัญญากันว่าพรุ่งนี้จะกลับมาแก้มือ
ไม่รู้ว่าเกมส์นี้ที่เืมืองไทยมีขายหรือเปล่า แต่เป็นเกมส์ที่เล่นแล้วสนุกดี ไม่กินเวลามาก ไม่ต้องคิดมากจนปวดหัว (แต่จะคิดมากก็ได้) . . . ใครสนใจไปลองหามาลองเล่นนะครับ รับรองมันส์
November 2nd, 2008
พยายามจะเขียน Blog ทุกวันเหมือนเมื่อก่อน . . . แต่แค่คิดว่าจะเขียนอะไรก็ยังนึกไม่ออกเลย . . . อาจเป็นเพราะว่ากิจกรรมที่ทำในแต่ละวันมันไม่เหมือนเมื่อสองปีก่อน . . . สองปีก่อนในฝรั่งเศสทุกอย่างเป็นเรื่องตื่นเต้น แค่เดินไปซื้อของก็มีเรื่องให้ตื่นเต้น มีเรื่องให้ปวดหัว มีเรื่องให้ลำคาญอยู่ตลอดเวลา . . . หนึ่งปีผ่านไป ทุกอย่างเริ่มเข้าที่เข้าทาง เรื่องน่าตื่นเต้นเริ่มน้อยลง ชีวิตเข้าสู่สภาพปกติ อยู่ฝรั่งเศส ก็เหมือนอยู่บ้าน . . . พอเข้าปีที่สาม พอปรับตัวได้กับสิ่งแวดล้อม และสังคม ทุกอย่างก็เป็นเรื่องปกติ ไม่น่าหยิบมาเล่าอีกต่อไป
แต่ผมมานึกดูอีกที เห็นได้เป็นเช่นนั้นไม่ . . . ฺจริง ๆ แล้วการเป็น Blogger ไม่จำเป็นต้องเขียนเรื่องที่มันน่าตื่นเต้นทุกวัน . . . ผมนั่งอ่าน Blog ของคนอื่นบ้างเป็นบางเวลา เพื่อให้รู้ว่าคน คนนั้น กำลังทำอะไร อยู่ที่ไหน ชีวิตช่วงนั้นเป็นอย่างไร . . . และรู้สึกว่าการไปอ่าน Blog ทำให้ได้รับรู้เรื่องราวชีวิตจริง ๆ ของคนคนนั้น . . . คงไม่มีใครมานั่งพยายามโกหก พกลม ปั้นน้ำเป็นตัว เพื่อเขียน Blog ทุกวัน . . . (หรือว่ามี) . . . พอได้อ่านเรื่องของคนอื่น ทำให้รู้ว่า จริง ๆ แล้ว Blog ไม่จำเป็นต้องหน้าสนใจ เพียงแต่เล่าเืรื่องราวบางอย่างของวันนั้น หรือช่วงเวลานั้น ผ่านมุมมองของตัวเอง
ทุกวันนี้ผมก็ยังยืนยันว่า Blog ไม่ใช่ Diary . . . Diary เขียนไว้ให้ตัวเองอ่าน . . . Blog เขียนเอาไว้ให้คนอื่นอ่าน . . . ดังนั้นการเขียน Blog อาจจะต้องคิดมากกว่าการเขียน Diary . . . เขียนอะไรไปโง่ ๆ หรือ การเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับคนอื่นใกล้ตัว วันนึงมันอาจจะเป็นผลร้ายกับผู้เขียนเอง . . . ผมก็ไม่รู้ว่าการเขียน Blog ให้ดีต้องทำยังไง แต่พยายามเขียน Blog ในเชิงสร้างสรรค์ก็พอแล้ว หรืออย่างน้อยถ้าสร้างสรรค์ไม่ออก ก็อย่าไปทำให้ใครเดือดร้อนในสิ่งที่เรา้้เขียนไป . . . ผมเสียดายหลายคนที่ประกาศตัวว่าจะเลิกเขียน Blog เพราะว่า . . . Blog ที่ัตัวเองเขียนมีผลกระทบกับชีวิต หน้าที่ การงานของคนนั้น . . . แต่ที่ผมเห็น Blog หลายคน ทำให้คนบางคน ดูที่ดูธรรมดา ไม่ได้มีชื่อเสียง แต่มีคนติดตามอ่าน ข่าวสาร ความรู้ มุมมองของเค้ามากมายบนโลก ของ internet
ดูสิ . . . ผมจบไม่ลงซะแล้ว . . . ถึงตอนนี้ ผมพึ่งเห็นคุณค่าของ Blog . . . การเขียน Blog ทำให้เรามองเห็นสิ่งดี ๆ เล็ก ๆ ในวันหนึ่งของเรา . . . ถึงแม้วันวันนั้น จะเป็นวันที่แสนเลวร้ายก็เหอะ
November 1st, 2008
วันนี้ได้รับจดหมายจากโปรเฟสเซอร์ บอกว่าให้สมัครทุน Eiffle สำหรับปี 2009/2010 . . . อ่านแล้วก็เครียดขึ้นมาทันใด สรุปว่าจะให้จบเมื่อไหร่เนี่ยะ ถ้าสมัครทุนปีหน้า ก็มีหวังต้องลงทะเบียนแล้วเตร็ดเตร่อยู่ฝรั่งเศสอีกปี . . . แต่พออ่านเงื่อนไขทุนแล้วก็น่าสนใจดี เพราะว่าเป็นทุนให้เปล่า . . . คิดไปคิดมา การเรียนปริญญาเอกมันก็ดีอย่างนี้นี่เอง มีทุนมาให้เรื่อย ๆ . . . แถมได้เงินเยอะกว่าตอนทำงานซะอีก . . . มิน่าอย่างนี้ถึงมีคำว่า Power of Procrastination . . . คือพลังแห่งการเตะถ่วงงานไปเรื่อย ๆ คือไม่ยอมจบซะที เรียนกันไป 7-8 ปี เพราะมันสบายกว่าทำงานนี่เอง แถมได้เงินใช้อีกต่างหาก
แต่ดูแล้วถ้าต้องมานั่งแกร่วอยู่ประเทศฝรั่งเศสนี่คงจะไม่ work . . . วันนี้เจอหน้าโปรเฟสเซอร์เลยถามว่าจะให้สมัครจริง ๆ เหรอ . . . เค้าก็บอกว่าลองดูสิไม่เสียหาย เวงกำ กัวจะได้ทุนนี้จริง ๆ
October 30th, 2008
จะเขียนอะไรดี . . . วันนี้เขียน Thesis มาทั้งวัน . . . พอจะเขียน Blog บ้างก็นึกไม่ออก . . . เขียนอะไรดี
ปล. วันนี้กิน Brownie ที่ใส่ช๊อคโกแล๊ตเยอะที่สุดในโลก + ข้าวเหนียว น้ำพริกหนุ่ม และ ไก่ตะไคร้
October 30th, 2008
วันสุดท้ายของการมาเที่ยวประเทศอิตาลี่แล้ว . . . เร็วจริง ๆ . . . วันนี้เราเลยพยายามทำตัวให้ ช้า ๆ . . . เดินไปเรื่อย ๆ แบบไร้จุดหมายปลายทาง ซึมซับบรรยากาศของเมือง . . . เราเริ่มออกเดินไปที่ San Marco อีกครั้ง เผื่อว่าวันนี้นักท่องเที่ยวจะน้อยลง จะได้เข้าไปในโบสถ์บ้าง

มังกรที่อยู่หัวมุมถนน พึ่งเห็นวันที่ดูบ้าน ดูเมืองนี่หล่ะ บางทีการท่องเที่ยวแบบมีจุดหมาย ก็ทำให้เราพลาดโอกาสที่จะมองเห็นความสวยงามระหว่างทางเหมือนกัน

San Marco คนไม่เคยน้อยเลย ไม่ว่าจะเช้าตรู่ หรือว่าเที่ยงคืนก็ตาม . . . แต่ว่าวันนี้โอกาสดี ทำเนียนเล็กน้อย ไม่ต้องต่อแถว อยากรู้ว่าทำยังไงต้องถามเป็นการส่วนตัว . . . สุดท้ายก็ได้เข้าไป . . . แต่ห้ามถ่ายรูป

เรือกอนโดล่า ไม่มีปัญญาเช่า ถ้ามากัน 7-8 คนอาจจะสู้ราคาไหวอยู่ นั่งกันสองคนแบบโรแมนติกนี่ ราคาพอ ๆ กับตั๋วเครื่องบิน Low cost Lyon-Venice เลย

ด้านหน้าสถานีรถไฟ . . . จุดแรกที่มา จุดสุดท้ายที่เห็น

เครื่องบิน EasyJet พาเราเหินเวหา ขึ้นไปดูเกาะเวนีซชัด ๆ หน้าตาเหมือนปลาจริง ๆ ด้วย

ผ่านเทือกเขา Alps ดีใจเหมือนเห็นดอยอินท์นนท์ ความรู้สึกเหมือนได้กลับบ้าน

เป็นวิวที่สวยที่สุดที่มองเห็นได้จากเครื่องบิน (รองจากที่เนปาล) ที่เคยเห็นมาในชีวิต

ความประทับใจระหว่างทางกลับบ้าน

ขอแนะนำเที่ยวเบิน Venice - Lyon ผมว่ามันเป็นเส้นทางที่สวยมาก ๆ อันดับต้น ๆ ของโลกเลยนะ EasyJet จัดให้

สุดท้ายก็เจอ Aigue du Midi (Mont Blanc) จุดที่สูงที่สุดของเืทือกเข้า Alps อีกจุดหนึ่งของโลกที่เราประทับใจ
และแล้วก็กลับถึงบ้านโดยสวัสดิภาพ ทรัพย์สินครบ ไม่โดนล้วงกระเป๋า . . . เฮ้อ โล่งใจ
August 20th, 2008
Next Posts
Previous Posts